Headlines

คอร์สออนไลน์ Ecommerce Unit2

หน่วยที่  2  การวิเคราะห์ความต้องการและการวางแผนเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล

หัวข้อเรื่อง (Topics)

      2.1  หลักการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล
      2.2  หลักการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล
      2.3  การวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Map)
      2.4  การเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์

แนวคิดสำคัญ (Main Idea)

        การวิเคราะห์ความต้องการและการวางแผนเว็บไซต์เป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล โดยต้องกำหนดวัตถุประสงค์ ขอบเขตเนื้อหา และโครงสร้างเว็บไซต์ให้ชัดเจน รวมถึงเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถเว็บไซต์ได้ตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมรรถนะย่อย (Element of Competency)

  1. มีความรู้ความเข้าใจในการวิเคราะห์วัตถุประสงค์และขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล
  2. สามารถวางโครงสร้างเว็บไซต์และเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสม

จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (Behavioral Objectives)

  1. อธิบายหลักการวิเคราะห์วัตถุประสงค์และความต้องการของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัลได้ถูกต้อง
  2. อธิบายหลักการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับประเภทและเป้าหมายของธุรกิจ
  3. วางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Map) ได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสมกับการใช้งาน
  4. เลือกเครื่องมือและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับลักษณะงาน
  5. แสดงเจตคติและกิจนิสัยที่ดีมีความรับผิดชอบ มีวินัย และความรอบคอบในการวิเคราะห์และวางแผนสร้างเว็บไซต์

ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes)

          วิเคราะห์ความต้องการและวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล กำหนดขอบเขตเนื้อหา วางโครงสร้างเว็บไซต์ และเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งแสดงความรับผิดชอบ   มีวินัย และความรอบคอบในการวางแผนสร้างเว็บไซต์

2.1 หลักการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล

วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ คือ เป้าหมายหลักที่ธุรกิจต้องการให้เว็บไซต์ทำหน้าที่ เช่น การนำเสนอข้อมูล การสร้างภาพลักษณ์ การขายสินค้า หรือการให้บริการลูกค้า การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยกำหนด  ทิศทางการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสมหลักการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ ได้แก่วิเคราะห์เป้าหมายทางธุรกิจ เช่น เพิ่มยอดขาย สร้างการรับรู้แบรนด์ หรือให้บริการข้อมูล วิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เช่น อายุ อาชีพ ความต้องการ และพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ วิเคราะห์บทบาทของเว็บไซต์ในการทำหน้าที่หลักหรือสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ ตัวอย่างเช่น เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจำหน่ายสินค้า ขณะที่เว็บไซต์องค์กรมีวัตถุประสงค์ เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความน่าเชื่อถือการวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์เป็นขั้นตอนแรกและสำคัญที่สุดในการพัฒนาเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล เนื่องจากวัตถุประสงค์ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเนื้อหา รูปแบบ การออกแบบ และฟังก์ชันการใช้งานของเว็บไซต์ หากวัตถุประสงค์ ไม่ชัดเจน เว็บไซต์อาจไม่สามารถตอบสนองเป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัลอาจแตกต่างกันไป เช่น การนำเสนอข้อมูลสินค้าและบริการ การสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กร การสร้างยอดขายผ่านระบบออนไลน์ การให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ควรพิจารณาประเด็นหลัก ได้แก่ เป้าหมายทางธุรกิจ กลุ่มเป้าหมาย และบทบาทของเว็บไซต์

2.1.1 ตัวอย่างเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์

             เว็บไซต์ไทวัสดุ ถูกออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการขายเป็นหลัก มีการแสดงหมวดหมู่สินค้า ราคาโปรโมชันและข้อมูลสาขาอย่างชัดเจน
วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ : การสร้างยอดขายและอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า
กลุ่มเป้าหมาย : ลูกค้าทั่วไปผู้รับเหมาและเจ้าของธุรกิจที่ต้องการวัสดุก่อสร้างและของใช้ในบ้าน
บทบาทของเว็บไซต์ : ทำหน้าที่หลักในการขายสินค้าและให้ข้อมูลสินค้า

รูปที่ 2.1 เว็บไซต์ไทวัสดุ ที่มา : https://www.thaiwatsadu.com

      2.1.2 ตัวอย่างเว็บไซต์องค์กรธุรกิจ

    เว็บไซต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เน้นการนำเสนอข้อมูลที่เป็นทางการ เช่น ข้อมูลองค์กร ข่าวสาร ความยั่งยืน และข้อมูลนักลงทุน
วัตถุประสงค์ : การสร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร
เป้าหมายทางธุรกิจ : ประชาสัมพันธ์องค์กร สร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ
กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนทั่วไป นักลงทุน คู่ค้า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
บทบาทของเว็บไซต์ : ทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจและการสื่อสารองค์กร

รูปที่ 2.2 เว็บไซต์บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ที่มา : https://www.pttplc.com/th/Media.aspx

ตารางแสดงการเปรียบเทียบการวิเคราะห์วัตถุประสงค์เว็บไซต์

ประเด็นร้านค้าออนไลน์เว็บไซต์องค์กร
วัตถุประสงค์หลักขายสินค้าประชาสัมพันธ์
บทบาทเว็บไซต์หลักสนับสนุน
เนื้อหาสำคัญสินค้า ราคา โปรโมชันข้อมูลองค์กร ข่าวสาร
การออกแบบเน้นใช้งานง่าย กระตุ้นการซื้อเน้นความน่าเชื่อถือ

2.2  หลักการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล

ขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์ คือ การกำหนดว่าบนเว็บไซต์ควรมีข้อมูลหรือเนื้อหาใดบ้างให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และประเภทของธุรกิจ การกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่เหมาะสมช่วยให้เว็บไซต์ไม่ซับซ้อนและผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายหลักการกำหนดขอบเขตเนื้อหา ได้แก่

  •   เนื้อหาต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์
  •   เนื้อหามีความชัดเจน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน
  •   เนื้อหาไม่มากหรือน้อยเกินไป และตรงกับความต้องการของผู้ใช้

  ตัวอย่างเนื้อหาที่พบได้ทั่วไป เช่น ข้อมูลสินค้าและบริการ ราคา โปรโมชัน ข้อมูลติดต่อ และข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร ซึ่งการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์ จะเป็นการกำหนดทิศทางในการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ ควรมีข้อมูลหรือเนื้อหาใดบ้าง และไม่ควรมีเนื้อหาใด เพื่อให้เว็บไซต์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของธุรกิจและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานอย่างเหมาะสม หากเว็บไซต์มีเนื้อหามากเกินไป อาจทำให้ผู้ใช้งานสับสน แต่หากมีเนื้อหาน้อยเกินไป อาจไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจของลูกค้า ดังนั้นการกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่ชัดเจน  จะช่วยให้เว็บไซต์เป็นระเบียบ ใช้งานง่าย และมีประสิทธิภาพในการสนับสนุนธุรกิจดิจิทัล

2.2.1  หลักการกำหนดขอบเขตเนื้อหาของเว็บไซต์

        1. เนื้อหาต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์

   เนื้อหาทุกส่วนบนเว็บไซต์ควรสนับสนุนเป้าหมายหลักของธุรกิจ เช่น เว็บไซต์ขายสินค้า ข้อมูลสินค้า ราคาโปรโมชัน และการสั่งซื้อสินค้า เว็บไซต์องค์กรเน้นข้อมูลองค์กร ข่าวสาร และการประชาสัมพันธ์ หากเนื้อหาไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ อาจทำให้ขาดทิศทางและไม่ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้

        2. เนื้อหาต้องมีความชัดเจน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบัน

 ข้อมูลบนเว็บไซต์ควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา เข้าใจง่าย และไม่คลุมเครือ เช่น รายละเอียดสินค้าและบริการต้องถูกต้อง ราคาโปรโมชัน และเงื่อนไขต้องเป็นข้อมูลล่าสุด ข้อมูลติดต่อและช่องทางการสื่อสารต้องใช้งานได้จริงเนื้อหาที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ

          3. เนื้อหาต้องเหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งาน

   เว็บไซต์ที่ดีไม่ควรมีเนื้อหามากหรือน้อยเกินไป แต่ควรเลือกเฉพาะเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการ    เช่น ลูกค้าต้องการทราบสินค้า ราคา และวิธีสั่งซื้อ เนื้อหาที่นำเสนอควรเข้าถึงได้ง่าย หรือลูกค้าต้องการติดต่อธุรกิจเนื้อหาของเว็บไซต์ต้องมีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน ซึ่งการจัดเนื้อหาอย่างเหมาะสมช่วยให้ผู้ใช้งานไม่เสียเวลาในการค้นหาข้อมูล

 2.2.2  ตัวอย่างการกำหนดขอบเขตเนื้อหาเว็บไซต์

         1. เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-commerce Website)

                     เว็บไซต์ Lazada Thailand

                        เนื้อหาของเว็บไซต์ถูกกำหนดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในด้านการขายสินค้าออนไลน์ โดยตัดเนื้อหาที่ไม่จำเป็นออกและเน้นข้อมูลที่ช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้ง่ายและรวดเร็ว
   ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ ได้แก่

  • ข้อมูลสินค้าและรายละเอียดสินค้า
  • ราคาและโปรโมชัน
  • ระบบตะกร้าสินค้าและการชำระเงิน
  • ระบบรีวิวและคะแนนจากผู้ใช้งาน
  • ข้อมูลการจัดส่งและบริการลูกค้า

รูปที่ 2.3 เว็บไซต์ Lazada Thailand
ที่มา : https://www.lazada.co.th

       2.  เว็บไซต์องค์กรธุรกิจ (Corporate Website)

                     เว็บไซต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

                        กำหนดขอบเขตเนื้อหาให้เหมาะกับการเป็นเว็บไซต์องค์กรธุรกิจโดยเน้นข้อมูลที่สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ ไม่เน้นการขายสินค้าเหมือนเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์
                        ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ

  • ข้อมูลประวัติและโครงสร้างองค์กร
  • วิสัยทัศน์ พันธกิจ และความยั่งยืน
  • ข่าวสารและกิจกรรมขององค์กร
  • ข้อมูลนักลงทุน
  • ช่องทางการติดต่อ

รูปที่ 2.4 เว็บไซต์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)
ที่มา : https://www.pttplc.com

                3. เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์และการตลาด (Marketing Website)

                    เว็บไซต์ AIS

                        มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ พร้อมกระตุ้นการตัดสินใจของผู้ใช้งาน โดยเนื้อหาถูกออกแบบให้สื่อสารจุดเด่น โปรโมชัน และแคมเปญทางการตลาดอย่างชัดเจน

        ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ

  • ข้อมูลแพ็กเกจและบริการ
  • โปรโมชันและแคมเปญพิเศษ
  • จุดเด่นของสินค้าและบริการ
  • ปุ่มสมัครใช้งานหรือซื้อบริการ (Call to Action)
  • ข่าวสารด้านการตลาด

รูปที่ 2.5 เว็บไซต์ AIS
ที่มา : https://www.ais.th/consumers/package/postpaid


4. เว็บไซต์ให้บริการข้อมูล (Information Website)

                    เว็บไซต์ Wongnai

                        เป็นเว็บไซต์ที่เน้นให้ข้อมูลและรีวิวจากผู้ใช้งาน เนื้อหาถูกจัดหมวดหมู่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาข้อมูลร้านอาหารและบริการต่าง ๆ ได้ง่าย

        ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ

  • ข้อมูลร้านอาหารและบริการ
  • รีวิวและคะแนนจากผู้ใช้งาน
  • รูปภาพและรายละเอียดร้าน
  • ระบบค้นหาและแผนที่
  • บทความแนะนำและสาระความรู้

รูปที่ 2.6 เว็บไซต์ Wongnai
ที่มา : https://www.wongnai.com/business

                5. เว็บไซต์ให้บริการลูกค้า (Service Website)

                    เว็บไซต์ SCG

                        มีการกำหนดขอบเขตเนื้อหาเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและคู่ค้า โดยเน้นการติดต่อ การให้ข้อมูลบริการ และการสนับสนุนหลังการขาย

        ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ

  • ข้อมูลการติดต่อและแบบฟอร์มสอบถาม
  • คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
  • ข้อมูลสินค้าและบริการ
  • ข่าวสารสำหรับลูกค้า
  • ช่องทางการให้บริการออนไลน์


รูปที่ 2.7 เว็บไซต์ SCG
ที่มา : https://www.scghome.com/homesolution/ต่อเติมเรื่องบ้าน

6. เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ของธุรกิจ (Social Media Website)

    เพจ Facebook ของ KFC Thailand

        เว็บไซต์สื่อสังคมออนไลน์ของธุรกิจถูกใช้เป็นช่องทางสื่อสารกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เนื้อหาเน้นความทันสมัย การโต้ตอบและการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ติดตาม

        ขอบเขตเนื้อหาที่สำคัญ

  • สื่อสารข้อมูลกับลูกค้า
  • กระจายข่าวสาร โปรโมชัน
  • สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ติดตาม
  • ตอบคำถามและรับความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน

รูปที่ 2.8 เพจ Facebook ของ KFC Thailand
ที่มา : https://web.facebook.com/kfcth

2.3  การวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Map)

โครงสร้างเว็บไซต์ หรือ Site Map คือ แผนผังที่แสดงความสัมพันธ์ของหน้าเว็บทั้งหมดภายในเว็บไซต์      โดยแสดงลำดับและการเชื่อมโยงของหน้าเว็บตั้งแต่หน้าหลักไปยังหน้าย่อยต่าง ๆ การวางโครงสร้างเว็บไซต์ที่ดี  จะช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจระบบการนำทาง ค้นหาข้อมูลได้สะดวกและช่วยให้การพัฒนาเว็บไซต์เป็นไปอย่างมีระบบ การวาง Site Map ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการวางแผนเว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัล เพราะช่วยกำหนดขอบเขตเนื้อหา หน้าที่ของแต่ละหน้าเว็บ และลดความซับซ้อนของเว็บไซต์ในระยะยาว

 2.3.1 หลักการวางโครงสร้างเว็บไซต์

  1. จัดลำดับหน้าเว็บอย่างเป็นระบบ เริ่มจากหน้าหลัก (Home) แล้วเชื่อมโยงไปยังหน้าย่อยตามความสำคัญของเนื้อหา
  2. โครงสร้างไม่ซับซ้อน เมนูเข้าใจง่าย ผู้ใช้งานควรเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้ภายใน 2–3 คลิกไม่ควรมีเมนูย่อยซ้อนกันมากเกินไป
  3. สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้จัดวางเมนูตามความคุ้นเคย

2.3.2 ตัวอย่างโครงสร้างเว็บไซต์พื้นฐาน (Site Map)

คำอธิบาย

 หน้าแรก (Home) เป็นหน้าหลักที่รวมเนื้อหาสำคัญและลิงก์นำทางไปยังส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์
  เกี่ยวกับเรา (About Us) ให้ภาพรวมองค์กร ตั้งแต่ประวัติ จนถึงหลักการดำเนินงานและความยั่งยืน
  ธุรกิจของเรา (Our Businesses) แสดงรายละเอียดของหน่วยธุรกิจต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้เห็นภาพธุรกิจทั้งหมดอย่างชัดเจน
ข่าวสารและกิจกรรม (News & Events) ประกาศข่าวล่าสุด กิจกรรม และข้อมูลที่องค์กรต้องการสื่อสารกับสาธารณะ
นักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relations) รวบรวมข้อมูลสำหรับนักลงทุน เช่น งบการเงิน รายงานประจำปี และการประชุมต่าง ๆ
ความยั่งยืน (Sustainability) สื่อสารนโยบายและผลงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)
ติดต่อเรา (Contact Us) ให้ข้อมูลช่องทางติดต่อ ทั้งที่อยู่ เบอร์ติดต่อ และแบบฟอร์มสำหรับผู้ใช้งานติดต่อสอบถาม
ค้นหา (Search) เป็นฟังก์ชันช่วยค้นหาข้อมูลภายในเว็บไซต์ได้รวดเร็ว
  การวางโครงสร้างเว็บไซต์ (Site Map) ที่ดีจะช่วยให้เว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัลมีความเป็นระบบใช้งานง่าย และตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้พัฒนาเว็บไซต์สามารถออกแบบและปรับปรุงเว็บไซต์ได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต

2.4 การเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์

      การเลือกเครื่องมือและแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพ     ความคุ้มค่า และความยั่งยืนของเว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัล หากเลือกเครื่องมือที่เหมาะสม จะช่วยให้เว็บไซต์สามารถพัฒนาได้ง่าย ดูแลรักษาได้ต่อเนื่อง และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ในการเลือกเครื่องมือพัฒนาเว็บไซต์     ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับ ลักษณะและขนาดของธุรกิจ วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ ความรู้ความสามารถของผู้พัฒนา งบประมาณและทรัพยากรที่มี แนวทางการเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์มีดังนี้

      1. ระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS)

          ระบบจัดการเนื้อหา หรือ Content Management System (CMS) คือ ซอฟต์แวร์หรือแพลตฟอร์ม       ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถ สร้าง แก้ไข จัดการ และเผยแพร่เนื้อหาบนเว็บไซต์ได้อย่างสะดวก    โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมในระดับสูง ผู้ใช้งานสามารถจัดการเว็บไซต์ผ่านหน้าจอการทำงาน (Backend) ด้วยเครื่องมือที่เข้าใจง่าย เช่น การเพิ่มข้อความ รูปภาพ วิดีโอ หรือหน้าเว็บใหม่ ๆ ได้โดยตรง CMS จะทำหน้าที่แยกระหว่าง ส่วนเนื้อหา (Content) กับ ส่วนโครงสร้างและการออกแบบเว็บไซต์ (Design & Structure) ทำให้ผู้ใช้งานสามารถปรับปรุงเนื้อหาได้โดยไม่กระทบต่อรูปแบบของเว็บไซต์ตัวอย่างระบบ CMS     ที่นิยมใช้ ได้แก่ WordPress, Joomla, Drupal เป็นต้น

          ข้อดีของระบบจัดการเนื้อหา (CMS)

  1. ใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ดจำนวนมาก ผู้ใช้งานสามารถจัดการเว็บไซต์ได้ด้วยเมนูสำเร็จรูป      เช่น การเพิ่มหน้าเว็บ การแก้ไขข้อความ หรือการอัปโหลดรูปภาพ โดยไม่ต้องเขียนโค้ด HTML หรือ CSS
  2. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาเว็บไซต์การใช้ CMS ช่วยลดระยะเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ และลดต้นทุนในการจ้างนักพัฒนาเว็บไซต์ เนื่องจากมีธีมและปลั๊กอินสำเร็จรูปให้เลือกใช้งาน
  3. สามารถปรับปรุงและอัปเดตเนื้อหาได้ตลอดเวลาเจ้าของเว็บไซต์สามารถแก้ไขเนื้อหา ข่าวสาร หรือข้อมูลสินค้าได้เองทันที ทำให้เว็บไซต์มีข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ
  4. รองรับการขยายฟังก์ชันของเว็บไซต์ CMS มีปลั๊กอินหรือส่วนเสริมที่ช่วยเพิ่มความสามารถของเว็บไซต์ เช่น ระบบร้านค้าออนไลน์ ระบบสมาชิก ระบบแชต หรือการทำ SEO
  5. เหมาะสำหรับธุรกิจทุกขนาด ตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรขนาดใหญ่ สามารถเลือกใช้ CMS ให้เหมาะกับความต้องการและขนาดของธุรกิจได้
  6. มีชุมชนและแหล่งเรียนรู้จำนวนมาก ระบบ CMS ที่นิยม เช่น WordPress มีชุมชนผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ทำให้สามารถค้นหาคู่มือ ตัวอย่าง และการแก้ไขปัญหาได้ง่าย

รูปที่ 2.9 ระบบจัดการเนื้อหา (Content Management System: CMS)

      2.  การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรม

          การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรม คือ การสร้างและพัฒนาเว็บไซต์โดยการเขียนชุดคำสั่ง (Code) ด้วยภาษาโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อควบคุมรูปแบบ การทำงาน และการโต้ตอบของเว็บไซต์อย่างละเอียด โดยผู้พัฒนาจะออกแบบโครงสร้าง เนื้อหา และฟังก์ชันของเว็บไซต์ตามความต้องการของธุรกิจโดยตรง ไม่ใช้ระบบสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียวภาษาโปรแกรมที่นิยมใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์ ได้แก่ HTML ใช้กำหนดโครงสร้างของหน้าเว็บไซต์ CSS ใช้กำหนดรูปแบบ สี ตัวอักษร และการจัดวาง JavaScript ใช้เพิ่มความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ใช้งาน PHP / Python / Node.js ใช้พัฒนาระบบฝั่งเซิร์ฟเวอร์ (Server) เช่น ระบบสมาชิก ระบบฐานข้อมูล การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรมเหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความเฉพาะทาง มีฟังก์ชันซับซ้อน หรือรองรับการขยายระบบในอนาคต ข้อดีของการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรม

1. สามารถออกแบบและควบคุมเว็บไซต์ได้อย่างอิสระ ผู้พัฒนาสามารถกำหนดรูปแบบ โครงสร้าง และการทำงานของเว็บไซต์ได้ตรงตามความต้องการของธุรกิจ ไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบหรือโครงสร้างของระบบสำเร็จรูป

                2. รองรับฟังก์ชันที่ซับซ้อนและเฉพาะทาง เหมาะสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัลที่ต้องการระบบเฉพาะ เช่น ระบบสมาชิก ระบบจองบริการ ระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่

                3. ประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง เว็บไซต์ที่พัฒนาด้วยภาษาโปรแกรมสามารถออกแบบระบบความปลอดภัยได้ตรงจุด และปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานจำนวนมาก

                4. สามารถขยายและพัฒนาเว็บไซต์ในระยะยาว โครงสร้างเว็บไซต์สามารถออกแบบให้รองรับการเพิ่มฟังก์ชันในอนาคต เช่น การเชื่อมต่อระบบอื่น ๆ หรือการรองรับการเติบโตของธุรกิจดิจิทัล

                5. เหมาะกับเว็บไซต์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดใหญ่ เว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่หรือแพลตฟอร์มออนไลน์มักเลือกใช้การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรม เพื่อรองรับการใช้งานจำนวนมากและการจัดการข้อมูลอย่างมีระบบ

ที่มา : https://code.visualstudio.com

      3. เครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป (Website Builder)

          เครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป (Website Builder) คือ แพลตฟอร์มหรือโปรแกรมที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่ายและรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ผู้ใช้สามารถออกแบบเว็บไซต์ด้วยวิธี ลาก–วาง (Drag & Drop) เลือกเทมเพลตสำเร็จรูปและแก้ไขเนื้อหาผ่านหน้าจอจัดการระบบได้ทันที เครื่องมือประเภทนี้มักมีระบบโฮสติ้ง เทมเพลต และฟังก์ชันพื้นฐานให้ครบในที่เดียว เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ผู้เริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องการเว็บไซต์ใช้งานได้รวดเร็ว ตัวอย่าง Website Builder ที่นิยม Wix, Weebly, Squarespace, Shopify, Google Sites ข้อดีของเครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูป ได้แก่

1. ใช้งานง่าย ไม่ต้องเขียนโปรแกรม ผู้ใช้งานสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ด้วยตนเอง แม้ไม่มีพื้นฐานด้าน HTML หรือ CSS เหมาะสำหรับนักเรียน ผู้ประกอบการเริ่มต้น และธุรกิจขนาดเล็ก

2. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย มีเทมเพลตสำเร็จรูปให้เลือกใช้ ทำให้สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ลดค่าใช้จ่ายในการจ้างนักพัฒนาเว็บไซต์

3. มีเทมเพลตสวยงามและรองรับทุกอุปกรณ์ เทมเพลตส่วนใหญ่ถูกออกแบบให้ Responsive Design รองรับการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ตโฟน เป็นต้น

4. มีฟังก์ชันพื้นฐานครบถ้วน เช่น หน้าแนะนำธุรกิจ แบบฟอร์มติดต่อ แผนที่ Google Map ระบบร้านค้าออนไลน์

5. ดูแลและปรับปรุงเว็บไซต์ได้ง่าย ผู้ใช้งานสามารถแก้ไขเนื้อหา เพิ่มรูปภาพหรืออัปเดตข้อมูลได้เองตลอดเวลา ผ่านระบบจัดการเว็บไซต์

ตารางเปรียบเทียบแนวทางการเลือกเครื่องมือในการพัฒนาเว็บไซต์

ประเด็นเปรียบเทียบWebsite BuilderCMSการเขียนโค้ดเอง
ความหมายเครื่องมือสร้างเว็บไซต์สำเร็จรูปใช้งานผ่านระบบออนไลน์ระบบจัดการเนื้อหาที่ช่วยสร้างและบริหารเว็บไซต์การพัฒนาเว็บไซต์ด้วยภาษาโปรแกรมโดยตรง
ตัวอย่างเครื่องมือWix, Weebly, Squarespace, ShopifyWordPress, Joomla, DrupalHTML, CSS, JavaScript, PHP
ระดับความยากง่ายมากปานกลางยาก
ความรู้ที่ต้องใช้ไม่จำเป็นต้องเขียนโค้ดต้องมีความรู้พื้นฐานด้านเว็บไซต์ต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม
ความยืดหยุ่นในการออกแบบจำกัดตามเทมเพลตปรับแต่งได้ค่อนข้างมากปรับแต่งได้เต็มที่
ความเหมาะสมกับผู้เริ่มต้นเหมาะมากเหมาะไม่เหมาะ
เวลาในการพัฒนาเร็วมากปานกลางใช้เวลานาน
ค่าใช้จ่ายต่ำถึงปานกลางต่ำถึงปานกลางปานกลางถึงสูง
การขยายระบบในอนาคตจำกัดขยายระบบได้ดีขยายระบบได้ดีที่สุด
การดูแลและอัปเดตง่ายมากค่อนข้างง่ายต้องดูแลเองทั้งหมด
ความปลอดภัยขึ้นกับผู้ให้บริการต้องจัดการความปลอดภัยเองบางส่วนต้องออกแบบระบบความปลอดภัยเอง
เหมาะกับธุรกิจธุรกิจขนาดเล็ก / เริ่มต้นธุรกิจขนาดเล็ก–กลางธุรกิจขนาดกลาง–ใหญ่
ตัวอย่างการใช้งานเว็บไซต์แนะนำร้าน / ร้านค้าออนไลน์ขนาดเล็กเว็บไซต์ธุรกิจทั่วไป /
 E-commerce
เว็บไซต์องค์กรขนาดใหญ่