หน่วยที่ 3 การออกแบบเว็บเพจสำหรับงานธุรกิจดิจิทัล
3.1 ความหมายและความสำคัญของการออกแบบเว็บเพจ
3.1.1 ความหมายของการออกแบบเว็บเพจ
การออกแบบเว็บเพจ หมายถึง การวางแผนและจัดรูปแบบของหน้าเว็บไซต์ให้ดูสวยงาม เป็นระเบียบ และใช้งานได้ง่าย โดยประกอบด้วยการจัดวางข้อความ รูปภาพ สี ตัวอักษร และปุ่มต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ใช้ การออกแบบเว็บเพจที่ดีจะช่วยให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์เข้าใจเนื้อหาได้ง่าย ค้นหาข้อมูลได้สะดวก และรู้สึกอยากใช้งานเว็บไซต์ต่อไป สำหรับงานธุรกิจดิจิทัลการออกแบบเว็บเพจไม่ได้เน้นเพียงความสวยงามเท่านั้น แต่ต้อง คำนึงถึงการใช้งานจริง เช่น การกดสั่งซื้อสินค้า การติดต่อธุรกิจ หรือการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ หากออกแบบไม่ดี อาจทำให้ผู้ใช้งานสับสนและออกจากเว็บไซต์ได้
3.1.2 ความสำคัญของการออกแบบเว็บเพจสำหรับงานธุรกิจดิจิทัล
การออกแบบเว็บเพจมีความสำคัญมาก เพราะเว็บเพจเป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นเมื่อเข้าเว็บไซต์ หากหน้าเว็บดูน่าสนใจ ใช้งานง่าย และข้อมูลชัดเจน จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ และเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ตัวอย่างเว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ใช้สีเหลืองซึ่งเป็นเอกลักษณ์ สร้างความโดดเด่น หน้าเว็บจัดวางเนื้อหาเป็นระเบียบ ไม่ซับซ้อน มีเมนูสำหรับบุคคล ธุรกิจ และ SME แยกชัดเจนเน้นการให้ข้อมูลสินเชื่อและบริการทางการเงิน เหมาะกับเว็บไซต์ธนาคารที่เน้น การให้บริการลูกค้าและธุรกิจ แนวคิดการออกแบบเว็บไซต์ธนาคาร มุ่งเน้นรูปแบบเป็นทางการและน่าเชื่อถือ ใช้สีและตัวอักษรสื่อถึงความปลอดภัย เมนูชัดเจน ใช้งานง่าย รองรับทุกอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ หรือ มือถือ เป็นต้น

รูปที่ 3.1 เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
ดังนั้น การออกแบบเว็บเพจที่ดีจะช่วยให้เว็บไซต์สำหรับงานธุรกิจดิจิทัลสามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ และสนับสนุนการดำเนินงานของธุรกิจในโลกดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม
3.2 องค์ประกอบหลักของเว็บเพจ
องค์ประกอบหลักของเว็บเพจ คือ ส่วนต่าง ๆ ที่ประกอบกันเป็นหน้าเพจหนึ่งหน้า โดยแต่ละองค์ประกอบมีหน้าที่แตกต่างกัน แต่ทำงานร่วมกันเพื่อให้เว็บไซต์สามารถสื่อสารข้อมูล แสดงสินค้า หรือให้บริการแก่ผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบองค์ประกอบของเว็บเพจที่ดีช่วยให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย ดูเป็นระเบียบ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจดิจิทัล องค์ประกอบหลักของเว็บเพจ มีดังนี้
- ส่วนหัวเว็บไซต์ (Header)
เป็นบริเวณด้านบนของเว็บเพจ ทำหน้าที่แสดงตัวตนของเว็บไซต์และช่วยให้ผู้ใช้งานจดจำแบรนด์ได้ มักประกอบด้วย โลโก้เว็บไซต์หรือชื่อธุรกิจ ชื่อเว็บไซต์หรือสโลแกน เมนูหลัก (Navigation Menu) ความสำคัญช่วยสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ ทำให้ผู้ใช้งานรู้ทันทีว่าเว็บไซต์นี้เกี่ยวข้องกับธุรกิจประเภทใด และสามารถเข้าถึงบริการสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

รูปที่ 3.2 แสดงส่วนส่วนหัวเว็บไซต์ (Header) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
- เมนูนำทาง (Navigation Menu)
เมนูนำทาง (Navigation Menu) เป็นส่วนสำคัญของเว็บเพจ ทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงหน้าเว็บหรือบริการต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เมนูนำทางที่ออกแบบอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้ง่าย ลดความสับสนในการใช้งาน และทำให้โครงสร้างของเว็บไซต์มีความเป็นระเบียบ นอกจากนี้ยังช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ให้เป็นไปอย่างราบรื่น และรองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างเมนูนำทาง (Navigation Menu) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

รูปที่ 3.3 แสดงเมนูนำทาง (Navigation Menu) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
- ส่วนเนื้อหาหลัก (Main Content)
ส่วนเนื้อหาหลักเป็นหัวใจสำคัญของเว็บเพจ ใช้แสดงข้อมูลที่ต้องการสื่อสารกับผู้ใช้งานโดยตรง อาจประกอบด้วย ข้อมูลสินค้าและบริการ รูปภาพ วิดีโอ หรือแบนเนอร์ ข่าวสาร โปรโมชัน บทความหรือรายละเอียดต่าง ๆ ความสำคัญเป็นส่วนที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ ตัวอย่าง ส่วนเนื้อหาหลัก (Main Content) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หน้า เงินฝากจะมีเนื้อหาประกอบด้วยการแนะนำประเภทบัญชีเงินฝาก รายละเอียดของแต่ละผลิตภัณฑ์ ตารางข้อมูลและข้อกำหนดการใช้บริการข้อมูลแนะนำผลิตภัณฑ์ที่อาจสนใจ โดยเนื้อหาเหล่านี้จัดเรียงเป็นระบบ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเปรียบเทียบตัวเลือก เลือกบัญชีที่ตรงความต้องการและเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกได้อย่างง่ายดาย

รูปที่ 3.4 แสดงส่วนเนื้อหาหลัก (Main Content) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
4. ปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (Call to Action: CTA)
CTA คือ ปุ่มหรือข้อความที่กระตุ้นให้ผู้ใช้งานทำกิจกรรมบางอย่างบนเว็บไซต์ ตัวอย่าง CTA สมัครสมาชิก สั่งซื้อสินค้า ติดต่อเรา ดาวน์โหลดข้อมูล ความสำคัญของปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (Call to Action : CTA) ช่วยเพิ่มโอกาสในการขายหรือการติดต่อธุรกิจ และทำให้เว็บไซต์บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจได้มากขึ้น ช่วยนำทางผู้ใช้งานให้ทำสิ่งที่เว็บไซต์ต้องการ เพิ่มโอกาสในการสมัครบริการและติดต่อธุรกิจ ทำให้เว็บไซต์บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ (Conversion) สร้างประสบการณ์ใช้งานที่ชัดเจน ไม่สับสน ตัวอย่าง ปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (Call to Action : CTA) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา

รูปที่ 3.5 แสดงปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (Call to Action : CTA) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
5. ส่วนท้ายเว็บไซต์ (Footer)
ส่วนท้ายเว็บไซต์อยู่บริเวณด้านล่างของเว็บเพจ ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมที่สำคัญ ประกอบด้วยข้อมูลติดต่อ ลิงก์เมนูสำคัญ นโยบายความเป็นส่วนตัว ลิขสิทธิ์เว็บไซต์ ความสำคัญ ความสำคัญของส่วนท้ายเว็บไซต์ช่วย เพิ่มความน่าเชื่อถือ ให้กับเว็บไซต์และธุรกิจ เป็น แหล่งข้อมูลอ้างอิง สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมทำให้เว็บไซต์ดูเป็น ทางการและครบถ้วนตามมาตรฐานธุรกิจดิจิทัล

รูปที่ 3.6 แสดงส่วนท้ายเว็บไซต์ (Footer) เว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
6. องค์ประกอบเสริมอื่น ๆ
นอกจากองค์ประกอบหลัก ยังอาจมีองค์ประกอบเสริมเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความน่าสนใจให้กับเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น
– แถบค้นหา (Search Bar) บนหน้าเว็บไซต์มีฟังก์ชัน Search หรือแถบค้นหาอยู่ในส่วนล่างของเนื้อหา ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพิมพ์คำค้นหาเพื่อหาข้อมูล เช่น ผลิตภัณฑ์ หรือคำถามที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว

รูปที่ 3.7 แสดงแถบค้นหาเว็บไซต์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
- แบนเนอร์แนะนำผลิตภัณฑ์ / โปรโมชัน ในส่วนเนื้อหา จะมีลิสต์ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ เช่น บัญชีเงินฝาก สินเชื่อบัตรชื่อผลิตภัณฑ์ที่จัดหมวดไว้เป็นกลุ่มซึ่งมีลักษณะเหมือน แบนเนอร์สั้น ๆ หรือรายการเด่น (Promoted Items) ช่วยดึงดูดผู้ใช้งานให้สนใจผลิตภัณฑ์ตามหมวดที่ต้องการ

รูปที่ 3.8 แสดงแบนเนอร์แนะนำผลิตภัณฑ์ / โปรโมชัน
ที่มา : https://www.krungsri.com/th/personal
3.3 การออกแบบเว็บเพจด้วยแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design)
การออกแบบเว็บเพจด้วยแบบร่างโครงสร้าง หรือ Wireframe Design คือ การวางแผนและออกแบบโครงสร้างหน้าเว็บในลักษณะภาพร่าง เพื่อกำหนดตำแหน่งขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเว็บเพจ เช่น ส่วนหัวเว็บไซต์ เมนูนำทาง เนื้อหาหลัก ปุ่มเรียกให้ดำเนินการ (CTA) และส่วนท้ายเว็บไซต์ โดยเน้นที่ โครงสร้างและการใช้งาน มากกว่าความสวยงามของสีหรือกราฟิก จึงเปรียบเสมือน แผนผังโครงสร้างเว็บเพจ ที่ใช้ก่อนการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์จริงความสำคัญของการออกแบบเว็บเพจด้วยแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design)
- ช่วยวางแผนโครงสร้างเว็บเพจอย่างเป็นระบบทำให้ทราบว่าแต่ละหน้าเว็บควรมีเนื้อหาอะไร และจัดวางตำแหน่งอย่างไร
- ช่วยให้เว็บเพจใช้งานง่าย (User-Friendly) การกำหนดตำแหน่งเมนูและเนื้อหาอย่างเหมาะสม ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาข้อมูลได้สะดวก
- ลดข้อผิดพลาดในการออกแบบเว็บไซต์สามารถปรับแก้โครงสร้างได้ตั้งแต่ขั้นตอนร่างก่อนลงมือออกแบบกราฟิกหรือเขียนโค้ดจริง
- ช่วยสื่อสารแนวคิดระหว่างผู้ออกแบบและผู้พัฒนาทุกฝ่ายเห็นภาพโครงสร้างเว็บตรงกัน ลดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
ตัวอย่างการออกแบบการออกแบบเว็บเพจด้วยแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design)

รูปที่ 3.9 แสดงแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design) เว็บเพจร้านขายสินค้า
คำอธิบายแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design) เว็บเพจร้านขายสินค้า
1. ส่วนหัวเว็บไซต์ (Header) อยู่บริเวณด้านบนสุดของเว็บเพจ ทำหน้าที่สร้างการจดจำและช่วยนำทางผู้ใช้งาน ประกอบด้วย
- LOGO : แสดงชื่อหรือสัญลักษณ์ของร้านค้า สร้างเอกลักษณ์ให้ธุรกิจ
- Navigation Menu : เช่น Home, Products, Promo ช่วยให้ผู้ใช้งานไปยังหน้าต่าง ๆ ได้สะดวก
- Search Bar : ใช้ค้นหาสินค้าที่ต้องการอย่างรวดเร็ว
- Cart (ตะกร้าสินค้า) : แสดงสินค้าที่เลือกซื้อก่อนชำระเงิน
- ความสำคัญ : ช่วยให้ผู้ใช้งานเริ่มต้นใช้งานเว็บไซต์ได้ง่ายและไม่สับสน
2. ส่วนแบนเนอร์โปรโมชัน (Promotion / Featured Banner) อยู่ถัดลงมาจาก Header
- ใช้แสดง โปรโมชัน / สินค้าขายดี / สินค้าแนะนำ
- เป็นจุดที่ดึงดูดสายตาผู้ใช้งานทันทีเมื่อเข้าเว็บไซต์
- ความสำคัญ : กระตุ้นความสนใจและเพิ่มโอกาสในการขาย
3. ส่วนหมวดหมู่สินค้า (Categories – Sidebar) อยู่ด้านซ้ายของหน้าเว็บ
- แสดงหมวดสินค้า เช่น Clothing, Shoes, Bags, Accessories
- ช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกดูสินค้าเฉพาะกลุ่มที่สนใจได้ง่าย
- ความสำคัญ : ช่วยจัดระเบียบสินค้าและลดเวลาค้นหาของลูกค้า
4. ส่วนเนื้อหาหลัก (Main Content) อยู่ตรงกลางหน้าเว็บ เป็นส่วนสำคัญที่สุด ประกอบด้วย
- ภาพสินค้า (Image)
- ชื่อสินค้า (Product Name)
- ราคา (Price)
- ปุ่ม Buy Now : ปุ่มสั่งซื้อสินค้า
- ปุ่มเพิ่มเติม เช่น Shop Now / View More Details
- ความสำคัญ : เป็นส่วนที่ใช้ตัดสินใจซื้อสินค้าโดยตรง
5. ส่วนเรียกให้ดำเนินการ (Call to Action: CTA) ปรากฏในรูปแบบปุ่ม เช่น
- Buy Now
- Shop Now
- View More Details
- ความสำคัญ : กระตุ้นให้ผู้ใช้งานลงมือทำ เช่น ซื้อสินค้า หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติม
6. ส่วนท้ายเว็บไซต์ (Footer) อยู่บริเวณด้านล่างสุดของหน้าเว็บ ประกอบด้วย
- Contact Us
- About Us
- Store Policy
- ไอคอนโซเชียลมีเดีย
- ข้อมูลลิขสิทธิ์เว็บไซต์
- ความสำคัญ : เพิ่มความน่าเชื่อถือ และเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงของธุรกิจ
ดังนั้น การออกแบบเว็บเพจด้วยแบบร่างโครงสร้าง (Wireframe Design) ช่วยให้เห็นภาพรวมโครงสร้างเว็บไซต์ก่อนลงมือออกแบบจริงทำให้วางแผนการจัดวางองค์ประกอบได้ชัดเจน เว็บไซต์ใช้งานง่าย ตรงตามวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ ลดความผิดพลาดในขั้นตอนพัฒนาเว็บไซต์จริง
3.4 หลักการเลือกใช้สีและการเลือกใช้ตัวอักษรสำหรับเว็บไซต์งานธุรกิจดิจิทัล
3.4.1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสี (Color)
1. ความหมายของสี (Color)
สี (Color) คือ องค์ประกอบทางการออกแบบที่เกิดจากการรับรู้ของสายตา และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการออกแบบเว็บเพจ สีมีบทบาทในการสื่อสารความรู้สึก อารมณ์ และภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ โดยไม่ต้องใช้ข้อความ สีสามารถบอกตัวตนของธุรกิจและช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจลักษณะของเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว สำหรับเว็บไซต์ในงานธุรกิจดิจิทัล สีไม่ได้ใช้เพื่อความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ กระตุ้นความสนใจ และส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งาน
2. วงล้อสี (Color Wheel)
วงล้อสี (Color Wheel) คือ แผนภาพที่แสดงความสัมพันธ์ของสีต่าง ๆ โดยจัดเรียงสีในลักษณะเป็นวงกลม เพื่อให้เข้าใจโครงสร้างของสี การผสมสี และการเลือกใช้สีให้เหมาะสม วงล้อสีเป็นพื้นฐานสำคัญในงานออกแบบกราฟิกและการออกแบบเว็บไซต์ รวมถึงงานธุรกิจดิจิทัล วงล้อสีช่วยให้นักออกแบบมองเห็นว่าสีใดเป็นสีหลัก สีรอง และสีที่เกิดจากการผสม รวมทั้งช่วยในการเลือกสีให้เข้ากัน (Color Harmony) เพื่อให้เว็บไซต์ดูสวยงาม เป็นระเบียบ และน่าใช้งาน โดยทั่วไป วงล้อสีประกอบด้วยสีหลัก 3 กลุ่ม คือ
- สีขั้นต้น (Primary Colors) ได้แก่ สีแดง สีเหลือง และสีน้ำเงิน เป็นสีพื้นฐานที่ไม่สามารถผสมจากสีอื่นได้
- สีขั้นที่สอง (Secondary Colors) ได้แก่ สีส้ม สีเขียว และสีม่วง เกิดจากการผสมสีขั้นต้น 2 สีเข้าด้วยกัน
- สีขั้นที่สาม (Tertiary Colors) เป็นสีที่เกิดจากการผสมระหว่างสีขั้นต้นกับสีขั้นที่สอง เช่น สีแดงส้ม สีเหลืองเขียว เป็นต้น

รูปที่ 3.10 แสดงวงล้อสี (Color Wheel)
ในการออกแบบเว็บไซต์ วงล้อสีถูกนำมาใช้เพื่อช่วยเลือกชุดสีที่เหมาะสมกับประเภทธุรกิจ เช่น การเลือกสีที่ตัดกันเพื่อเน้นปุ่มสั่งซื้อ หรือการเลือกสีใกล้เคียงกันเพื่อให้เว็บไซต์ดูสุภาพและเป็นทางการ
3. ความสัมพันธ์ของสี (Color Relationship)
ความสัมพันธ์ของสี คือ การนำสีต่าง ๆ มาจัดวางหรือใช้งานร่วมกันตามหลักของวงล้อสี เพื่อให้เกิดความสวยงาม ความกลมกลืน และสื่ออารมณ์หรือภาพลักษณ์ของเว็บไซต์ได้อย่างเหมาะสม การเข้าใจความสัมพันธ์ของสีช่วยให้นักออกแบบสามารถเลือกใช้สีได้ถูกต้อง ไม่ทำให้เว็บไซต์ดูรกหรือขัดสายตา และช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ธุรกิจ
- สีคู่ตรงข้าม (Complementary Colors) คือ สีที่อยู่ตรงข้ามกันบนวงล้อสี (Color Wheel) เมื่อนำมาใช้คู่กันจะให้ความรู้สึก ตัดกันอย่างชัดเจน (Contrast สูง) ทำให้สีดูเด่น สด และสะดุดตาตัวอย่างสีคู่ตรงข้ามที่พบบ่อย ได้แก่
🔴 แดง – เขียว 🔵น้ำเงิน – ส้ม 🟡 เหลือง – ม่วง

รูปที่ 3.11 แสดงสีคู่ตรงข้าม (Complementary Colors)
ที่มา : https://thebass.org/learn/lesson-plan-world-of-color
ลักษณะเด่นของสีคู่ตรงข้าม ช่วย ดึงดูดความสนใจ ได้ดี ทำให้องค์ประกอบบนเว็บไซต์ มองเห็นชัดเจน เหมาะสำหรับการเน้นจุดสำคัญ เช่น ปุ่มกด ข้อความโปรโมชัน หรือส่วนลด หากใช้มากเกินไป อาจทำให้เว็บไซต์ดู ลายตา จึงควรเลือกใช้เฉพาะจุดที่ต้องการเน้น ตัวอย่างการใช้งานสีคู่ตรงข้ามในเว็บไซต์ธุรกิจแบนเนอร์โปรโมชั่น (Banner / Flash Sale) ตัวอักษรใช้ส้ม การวิเคราะห์ ใช้สีคู่ตรงข้ามเพื่อเน้นข้อความ ผลต่อผู้ใช้งานอ่านง่าย สะดุดตา ดึงความสนใจได้ดี

รูปที่ 3.12 แสดงตัวอย่างการใช้งานสีคู่ตรงข้ามในเว็บไซต์ธุรกิจ
ที่มา : www.lazada.co.th
- สีใกล้เคียง (Analogous Colors) คือ กลุ่มสีที่อยู่ ติดกันบนวงล้อสี (Color Wheel) โดยมักเลือกใช้ 2–3 สีที่อยู่ต่อเนื่องกัน ทำให้ภาพรวมดูนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
ตัวอย่างสีใกล้เคียง

รูปที่ 3.13 แสดงสีใกล้เคียง (Analogous Colors)
ที่มา : https://www.wordlayouts.com/
ลักษณะเด่นของสีใกล้เคียง ดูกลมกลืน สบายตา ไม่ขัดแย้งกัน ให้ความรู้สึก เป็นธรรมชาติ อ่อนโยน และต่อเนื่อง เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ อ่านง่าย และใช้งานได้นาน สีใกล้เคียงจะไม่ตัดกันแรงเหมือนสีคู่ตรงข้ามจึงเหมาะสำหรับ พื้นหลัง เนื้อหา และโครงสร้างหลักของเว็บไซต์ ตัวอย่างการใช้งานสีใกล้เคียงในเว็บไซต์ธนาคารกรุงเทพ โทนสีที่ใช้ สีน้ำเงินเข้ม- สีฟ้า / ฟ้าอ่อน ซึ่งเป็นสีที่อยู่ติดกันบนวงล้อสี จัดเป็นสีใกล้เคียง (Analogous Colors) ความหมายของสีที่ใช้ สีน้ำเงิน สื่อถึง ความมั่นคงความน่าเชื่อถือ ความเป็นมืออาชีพสีฟ้า สื่อถึง ความปลอดภัยความโปร่งใส ความสบายใจในการใช้งาน วิเคราะห์การออกแบบเว็บไซต์ เว็บไซต์ใช้โทนน้ำเงิน–ฟ้าอย่างสม่ำเสมอทั้งหัวเว็บไซต์ (Header) เมนู ปุ่มบริการ ส่วนข้อมูลทางการเงินไม่มีสีฉูดฉาด ทำให้เว็บดู เป็นทางการ สุภาพ และน่าเชื่อถือ เหมาะกับธุรกิจด้าน การเงิน การธนาคาร และองค์กรขนาดใหญ่

รูปที่ 3.14 แสดงสีใกล้เคียง (Analogous Colors)
ที่มา : https://www.bangkokbank.com/th-TH/Business-Banking
- สีโทนเดียว (Monochromatic Colors)
สีโทนเดียว (Monochromatic Colors) คือ การใช้ สีหลักเพียงสีเดียว แล้วปรับระดับ ความเข้ม (Shade) เติมสีดำ และ ความอ่อน (Tint) เติมสีขาว เพื่อให้เกิดเฉดสีที่แตกต่างกัน แต่ยังคงอยู่ในโทนเดียวกันทั้งเว็บไซต์ลักษณะเด่นของสีโทนเดียว จะดูเรียบง่าย สบายตาให้ภาพลักษณ์ เป็นมืออาชีพ ควบคุมโทนสีเว็บไซต์ได้ง่าย ลดความผิดพลาดในการเลือกสี เหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการความชัดเจน ไม่รกการใช้สีโทนเดียวในทางธุรกิจ มักนำมาแบ่งหน้าที่ขององค์ประกอบ เช่น สีเข้มจะใช้ในส่วนหัวข้อหรือเมนูหลัก สีอ่อนจะใช้เป็น สีพื้นหลังสีระดับกลางจะใช้สำหรับปุ่ม หรือกล่องข้อมูลช่วยให้เว็บไซต์ดูมีมิติแม้ใช้เพียงสีเดียว

รูปที่ 3.15 แสดงสีโทนเดียว (Monochromatic Colors)
ที่มา : https://www.benjaminmoore.com.gr/color/color-palettes/monochromatic-color-collection/?
ตัวอย่างการใช้โทนสีเดียว (Monochromatic Colors) เว็บไซต์ Startup / Portfolio เว็บไซต์ Dropbox การออกแบบใช้สีฟ้า–น้ำเงินโทนเดียวกัน แยกส่วนด้วยความเข้ม–อ่อนของสี ทำให้เว็บไซต์ดูทันสมัย ใช้งานง่าย สร้างเอกลักษณ์ชัดเจนเหมาะกับธุรกิจเทคโนโลยี

รูปที่ 3.16 แสดงการใช้สีโทนเดียว (Monochromatic Colors)
ที่มา : https://www.dropbox.com
สีสามเหลี่ยม (Triadic Colors)
สีสามเหลี่ยม (Triadic Colors) คือ การเลือกใช้ สี 3 สี ที่อยู่ห่างกันเท่า ๆ กันบน วงล้อสี (Color Wheel) เมื่อนำมาลากเส้นจะเกิดเป็นรูปสามเหลี่ยม ตัวอย่างชุดสีสามเหลี่ยม ได้แก่ แดง–เหลือง–น้ำเงิน และ เขียว–ส้ม–ม่วง สีทั้งสามจะมีความแตกต่างกันชัดเจน แต่ยังคงสมดุลเมื่อใช้ร่วมกันอย่างเหมาะสม

รูปที่ 3.17 แสดงสีสามเหลี่ยม (Triadic Colors)
ที่มา : https://blog.thepapermillstore.com/color-theory-color-harmonies/
ตัวอย่างการใช้งานเว็บไซต์ธุรกิจ เว็บไซต์สื่อดิจิทัล หรือเว็บไซต์เด็ก เว็บไซต์โปรโมชั่นหรือแคมเปญการตลาด หลักการใช้สีสามเหลี่ยมในเว็บไซต์ธุรกิจเพื่อไม่ให้เว็บไซต์ดูฉูดฉาดเกินไป ควรใช้แนวทางดังนี้
- สีหลัก 1 สี ใช้สำหรับพื้นหลัง / โครงสร้างเว็บไซต์
- สีรอง 1 สี ใช้สำหรับส่วนเมนู / กล่องเนื้อหา
- สีเน้น 1 สี ใช้สำหรับ ปุ่ม CTA / โปรโมชั่น / จุดสำคัญ
ตัวอย่างการใช้สีสามเหลี่ยมในเว็บไซต์ McDonald’s Campaign Pages การใช้สี ใช้สีแดงเป็นสีหลักของแบรนด์ ใช้สีเหลืองเพื่อให้ดึงดูดสายตา พื้นหลังใช้สีขาว ช่วยให้เนื้อหาอ่านง่าย ส่งผลให้โปรโมชันเด่นชัด กระตุ้นอารมณ์อยากซื้อ เหมาะกับงานการตลาดและโฆษณา

รูปที่ 3.18 การใช้สีสามเหลี่ยมในเว็บไซต์ McDonald’s Campaign Pages
ที่มา : https://www.mcdonalds.com/us/en-us.html
3.4.2 ความสำคัญของสีต่อเว็บไซต์ในงานธุรกิจดิจิทัล
- ช่วยสร้างภาพลักษณ์และตัวตนของธุรกิจ
สีสามารถสื่อถึงลักษณะของธุรกิจได้ เช่น ความเป็นทางการ ความทันสมัย หรือความเป็นมิตร หากเลือกใช้สีได้เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ใช้งานจดจำแบรนด์ได้ง่ายขึ้น
- มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของผู้ใช้งาน
สีแต่ละสีให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เช่น สีฟ้าให้ความรู้สึกน่าเชื่อถือ สีแดงให้ความรู้สึกเร่งด่วน การเลือกสีที่เหมาะสมจะช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้งาน
- เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่ใช้สีอย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอจะดูเป็นมืออาชีพ ทำให้ผู้ใช้งานเกิดความมั่นใจในการใช้บริการหรือซื้อสินค้า
- ช่วยเน้นจุดสำคัญของเว็บไซต์
สีสามารถใช้เน้นองค์ประกอบสำคัญ เช่น ปุ่มสั่งซื้อ ปุ่มสมัครสมาชิก หรือโปรโมชั่น เพื่อดึงดูดสายตาและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานดำเนินการตามเป้าหมายของเว็บไซต์
- ช่วยในการนำทางและการใช้งานเว็บไซต์
การใช้สีที่แตกต่างกันในเมนู หัวข้อ และลิงก์ จะช่วยให้ผู้ใช้งานแยกแยะข้อมูลและใช้งานเว็บไซต์ได้สะดวกมากขึ้น
3.4.3 หลักการเลือกใช้สีสำหรับงานเว็บไซต์
การเลือกใช้สีสำหรับเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะสีมีผลต่อ ความรู้สึก ความเข้าใจ การจดจำแบรนด์ และการตัดสินใจของผู้ใช้งาน หากเลือกใช้สีได้เหมาะสม จะช่วยให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ ใช้งานง่าย และตอบโจทย์งานธุรกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.4.3 หลักการเลือกใช้สีสำหรับงานเว็บไซต์
การเลือกใช้สีสำหรับเว็บไซต์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพราะสีมีผลต่อ ความรู้สึก ความเข้าใจ การจดจำแบรนด์ และการตัดสินใจของผู้ใช้งาน หากเลือกใช้สีได้เหมาะสม จะช่วยให้เว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือ ใช้งานง่าย และตอบโจทย์งานธุรกิจดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. เลือกสีให้สอดคล้องกับประเภทธุรกิจ แต่ละประเภทธุรกิจควรเลือกใช้สีที่สื่อความหมายตรงกับภาพลักษณ์ของธุรกิจ
2. ใช้จำนวนสีอย่างเหมาะสมซึ่งเว็บไซต์ธุรกิจไม่ควรใช้สีมากเกินไป เพราะจะทำให้ดูรกและสับสน แนวทางที่นิยม สีหลัก (Primary Color) 1 สี สีรอง (Secondary Color) 1–2 สี และสีเน้น (Accent Color) สำหรับปุ่มหรือจุดสำคัญโดยทั่วไป ไม่ควรเกิน 3–4 สีหลักในเว็บไซต์เดียว
3. ใช้สีอย่างสม่ำเสมอทั้งเว็บไซต์ การใช้สีควรมีความสม่ำเสมอในทุกหน้าเว็บ เช่น เมนูใช้สีเดียวกันทุกหน้า ปุ่มสั่งซื้อใช้สีเดียวกันเสมอ หัวข้อใช้สีเดียวกันช่วยให้เว็บไซต์ดูเป็นมืออาชีพ และผู้ใช้งานจดจำเว็บไซต์ได้ง่าย
4. เลือกสีที่อ่านง่ายและสบายตา สีของตัวอักษรต้องตัดกับพื้นหลังอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่เหมาะสมตัวอักษรสีดำ / เทาเข้ม บนพื้นหลังสีขาว ตัวอักษรสีขาว บนพื้นหลังสีเข้ม หลีกเลี่ยง ตัวอักษรสีอ่อนบนพื้นหลังอ่อน สีฉูดฉาดเกินไปในเนื้อหาหลัก
5. ใช้สีเพื่อเน้นจุดสำคัญ (Color Emphasis) สีสามารถใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ เช่น ปุ่ม Call to Action (CTA) สมัครสมาชิก / สั่งซื้อ ป้ายโปรโมชั่น / SALE
6. คำนึงถึงประสบการณ์ผู้ใช้งาน (UX) สีที่ดีควรช่วยให้ผู้ใช้งานมองเห็นข้อมูลได้ชัด เข้าใจลำดับความสำคัญของเนื้อหาใช้งานเว็บไซต์ได้ง่าย ไม่สับสน สีที่เหมาะสมจะช่วยลดความเมื่อยล้าทางสายตา และทำให้ผู้ใช้อยู่ในเว็บไซต์ได้นานขึ้น
3.4.4 การเลือกใช้ตัวอักษร (Font / Typography) สำหรับเว็บไซต์งานธุรกิจดิจิทัล
ตัวอักษร (Font หรือ Typography) คือ รูปแบบ ลักษณะ และการจัดวางตัวอักษรที่ใช้แสดงข้อความบนเว็บไซต์ เช่น ชื่อเรื่อง เนื้อหา เมนู และปุ่มต่าง ๆ ตัวอักษรเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ผู้ใช้งานอ่านข้อมูลได้ง่าย เข้าใจเนื้อหา และรับรู้ภาพลักษณ์ของธุรกิจ การเลือกใช้ตัวอักษรที่เหมาะสมจะช่วยให้เว็บไซต์ ดูเป็นมืออาชีพ น่าเชื่อถือ และสื่อสารข้อมูลทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฟอนต์ภาษาไทยที่นิยมสำหรับเว็บไซต์ มีดังนี้
รูปแบบ 1 Sarabun (TH Sarabun New) คือ รูปแบบอักษรภาษาไทยแบบไม่มีเชิง (Sans Serif) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นความชัดเจน อ่านง่าย และเหมาะกับการอ่านบนหน้าจอคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ลักษณะเด่น รูปแบบตัวอักษรเรียบง่าย เป็นระเบียบ อ่านง่ายทั้งข้อความสั้นและข้อความยาว รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แสดงผลได้ดีบนหน้าจอทุกขนาด (Responsive) ให้ภาพลักษณ์ สุภาพ เป็นทางการ และน่าเชื่อถือ ความเหมาะสมในการใช้งานเว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัล ฟอนต์ Sarabun เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความเป็นทางการและความน่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์องค์กรและบริษัท เว็บไซต์ธนาคารและการเงิน เว็บไซต์หน่วยงานราชการ เว็บไซต์สถานศึกษาและระบบ e-Learning เป็นต้น

รูปที่ 3.19 แสดงรูปแบบ 1 Sarabun (TH Sarabun New)
ที่มา : https://fontmeme.com/fonts/th-sarabun-new-font/
รูปแบบ 2 Anuphan คือ แบบอักษรภาษาไทยแบบไม่มีเชิง (Sans Serif) ที่ออกแบบโดย Google Fonts เพื่อการใช้งานบนสื่อดิจิทัล ลักษณะเด่นของ Anuphan เป็นฟอนต์ Sans Serif รูปทรงทันสมัย อ่านง่ายบนหน้าจอ ทั้งคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และมือถือ รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เหมาะกับงานออกแบบ UI / UXให้ภาพลักษณ์ เป็นมิตร คล่องตัว และร่วมสมัย เหมาะสำหรับเว็บไซต์ที่ต้องการความทันสมัยและใช้งานง่าย เช่น เว็บไซต์ Startup เว็บไซต์ E-commerce เว็บไซต์บริการออนไลน์ แอปพลิเคชัน เว็บไซต์สื่อดิจิทัลและแพลตฟอร์มการเรียนรู้

รูปที่ 3.20 แสดงรูปแบบ รูปแบบ 2 Anuphan
ที่มา : https://fontmeme.com/fonts/anuphan-font/
รูปแบบ 3 Prompt คือแบบอักษรภาษาไทยแบบไม่มีเชิง (Sans Serif) ที่ได้รับความนิยมสูง ในการออกแบบเว็บไซต์และสื่อดิจิทัล ลักษณะเด่นของ Prompt เป็นฟอนต์ Sans Serif ที่ดู ทันสมัย แข็งแรง และชัดเจน อ่านง่ายทั้งหัวข้อและเนื้อหา รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ มีน้ำหนักตัวอักษรหลายระดับ (Thin – Bold) เหมาะกับงานออกแบบเว็บไซต์, UI / UX และสื่อดิจิทัลเหมาะกับเว็บไซต์ที่ต้องการภาพลักษณ์ ทันสมัย น่าเชื่อถือ และสื่อสารชัดเจน เช่น เว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัล เว็บไซต์ Startup เว็บไซต์บริษัทเอกชน เว็บไซต์สื่อออนไลน์ / เทคโนโลยี เว็บไซต์ E-commerce เป็นต้น
รูปที่ 3.21 แสดงรูปแบบ 3 Prompt
ที่มา : https://thaifaces.com/specimen/prompt/
รูปแบบ 4 Kanit คือ แบบอักษรภาษาไทยแบบไม่มีเชิง (Sans Serif) ที่ได้รับความนิยมในการออกแบบเว็บไซต์และสื่อดิจิทัล โดยออกแบบให้มีลักษณะทันสมัย ชัดเจน และเหมาะกับงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจยุคใหม่ ลักษณะเด่นของ Kanit เป็นฟอนต์ Sans Serif ที่มีรูปทรงตัวอักษรดู ทันสมัย แข็งแรง และเป็นดิจิทัล ตัวอักษรมีความชัด อ่านง่าย เหมาะทั้งการใช้เป็นหัวข้อและเนื้อหา รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษอย่างสมดุล มีน้ำหนักตัวอักษรหลายระดับตั้งแต่ Light – Bold ทำให้สามารถเลือกใช้งานได้หลากหลายตามความเหมาะสมของเนื้อหาเหมาะสำหรับงานออกแบบเว็บไซต์และสื่อดิจิทัลที่ต้องการภาพลักษณ์ ทันสมัย น่าเชื่อถือ และสื่อสารได้ชัดเจน เช่น เว็บไซต์ธุรกิจดิจิทัล เว็บไซต์ Startup และเทคโนโลยี เว็บไซต์บริษัทเอกชน เว็บไซต์สื่อออนไลน์ / เทคโนโลยี เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ (E-commerce) เป็นต้น

รูปที่ 3.22 แสดงรูปแบบ 4 Kanit
ที่มา : https://fontmeme.com/fonts/kanit-font
หลักการเลือกใช้ตัวอักษรสำหรับเว็บไซต์งานธุรกิจดิจิทัล
- เลือกตัวอักษรที่อ่านง่ายหลีกเลี่ยงฟอนต์ที่ลวดลายซับซ้อน โดยเฉพาะในเนื้อหาหลัก
- เลือกให้เหมาะกับประเภทธุรกิจ เช่น ธนาคาร หรือองค์กร ควรเลือกฟอนต์แบบเรียบที่แสดงถึงความเป็นทางการ ร้านค้าออนไลน์ ควรเลือกรูปแบบฟอนต์แบบทันสมัย อ่านง่าย และธุรกิจที่มุ่งเป้าหมายสำหรับวัยรุ่นควรเลือกรูปแบบฟอนต์แบบเป็นกันเอง เป็นต้น
- กำหนดจำนวนฟอนต์และขนาดตัวอักษรให้เหมาะสม ในหนึ่งเว็บไซต์แบบฟอนต์ที่ใช้ควรใช้ไม่เกิน 2–3 แบบ เช่น ฟอนต์หัวข้อ ฟอนต์เนื้อหา และการกำหนดขนาดตัวอักษรที่เป็นหัวข้อใหญ่ต้องชัดเจน เนื้อหาอ่านง่าย ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
- มีความสม่ำเสมอทั้งเว็บไซต์ ใช้ฟอนต์และรูปแบบเดียวกันในทุกหน้าเว็บ เพื่อความเป็นระเบียบ
- รองรับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เว็บไซต์ธุรกิจควรรองรับการแสดงผลทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เลือกฟอนต์ที่ออกแบบมาให้แสดงผลสองภาษาได้ดี ตัวอย่างฟอนต์ที่รองรับได้
- คำนึงถึงการใช้งานบนอุปกรณ์ต่าง ๆ ฟอนต์ต้องอ่านง่ายบนมือถือ แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ หลีกเลี่ยงฟอนต์ที่บางเกินไปเพราะจะทำให้ผู้ใช้งานอ่านยากบนจอขนาดเล็ก
- สอดคล้องกับสีและภาพรวมของเว็บไซต์ ตัวอักษรต้องตัดกับสีพื้นหลังอย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงตัวอักษรสีอ่อนบนพื้นหลังสีอ่อน ช่วยลดความเมื่อยล้าของสายตาผู้ใช้งาน